ประตูชัยของฮาแลนด์ จุดเริ่มต้นดราม่า VAR ที่เปลี่ยนเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้
เกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด กลายเป็นหนึ่งในเกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของสัปดาห์ ไม่ใช่เพียงเพราะผลการแข่งขันที่จบลงด้วยชัยชนะ 1-0 ของทีมเยือนเท่านั้น แต่จังหวะประตูของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ในนาทีที่ 60 ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่เกี่ยวกับมาตรฐานการตัดสินของ VAR อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อประตูดังกล่าวเป็นประตูเดียวของการแข่งขัน และสุดท้ายกลายเป็นจังหวะที่ตัดสินว่าใครจะเป็นฝ่ายได้สามคะแนนจากเกมนี้
จังหวะดังกล่าวเริ่มจากการเปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษของ ยอสโก กวาร์ดิโอล ก่อนที่บอลจะไปถึงฮาแลนด์ซึ่งจัดการจบสกอร์เข้าไป อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า และคำตัดสินในสนามตอนแรกคือไม่ให้ประตู หากจบเพียงเท่านี้ก็คงไม่มีเรื่องอะไรให้ถกเถียงมากนัก แต่หลังจากทีม VAR ตรวจสอบภาพย้อนหลังเป็นเวลาพอสมควร พวกเขาพบว่าตำแหน่งของฮาแลนด์จริง ๆ แล้วยังอยู่ในไลน์ที่สามารถเล่นบอลได้ จึงแนะนำให้เปลี่ยนคำตัดสินจากล้ำหน้ามาเป็นประตูให้แมนซิตี้
ปัญหาคือจังหวะนี้ไม่ได้มีฮาแลนด์เป็นผู้เล่นแมนซิตี้เพียงคนเดียวที่เกี่ยวข้อง เพราะก่อนบอลจะมาถึงตัวเขา เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าได้พยายามพุ่งเข้าหาบอลก่อน แม้สุดท้ายเจ้าตัวจะไม่ได้สัมผัสบอลก็ตาม ตรงนี้เองที่ทำให้ผู้เล่นแมนยู ทีมงานข้างสนาม รวมถึงแฟนบอลจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามทันทีว่า หากผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าแสดงเจตนาชัดเจนในการเล่นบอล และการเคลื่อนไหวของเขาส่งผลต่อการตัดสินใจของกองหลัง แล้วเหตุใดจึงไม่นับว่าเป็นการมีส่วนร่วมกับจังหวะการเล่น
ความรู้สึกของฝั่งแมนยูยิ่งหนักขึ้นไปอีก เพราะในช่วงเวลานั้นพวกเขากำลังเล่นด้วยความได้เปรียบด้านจำนวนผู้เล่น หลัง ฟิล โฟเดน ถูกไล่ออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 23 จากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แมนซิตี้จึงเหลือนักเตะเพียง 10 คน แต่กลับมาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่เต็มไปด้วยข้อถกเถียง ทำให้บรรยากาศในโอลด์ แทรฟฟอร์ดยิ่งตึงเครียดทันที
หลังเกมเรื่องนี้ไม่ได้จบลงแค่ความคิดเห็นของแฟนบอล เพราะองค์กรผู้ตัดสิน Pro Ref ออกมายอมรับภายหลังว่าเกิด “ความผิดพลาดในการประเมิน” ในขั้นตอนของ VAR โดย VAR ตรวจสอบตำแหน่งของฮาแลนด์ว่าล้ำหน้าหรือไม่อย่างถูกต้องในส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้พิจารณาผลกระทบจากตำแหน่งของเอ็นโซ เฟร์นันเดซอย่างครบถ้วน และจังหวะนี้ควรนำไปสู่การให้ผู้ตัดสินในสนามตรวจสอบภาพจากจอข้างสนามอีกครั้ง
นั่นคือเหตุผลที่ประตู 1-0 ลูกนี้ถูกพูดถึงมากกว่าประตูชัยในเกมดาร์บี้ทั่วไป เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงว่าฮาแลนด์ล้ำหน้าหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า VAR กำลังตีความคำว่า “มีส่วนร่วมกับการเล่น” อย่างไร และเหตุใดเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขนาดนี้ ความผิดพลาดในจังหวะสำคัญที่สุดของการแข่งขันจึงยังเกิดขึ้นได้อยู่
เอ็นโซ เฟร์นันเดซไม่ได้สัมผัสบอล แล้วทำไมจึงควรถูกจับล้ำหน้า?
หนึ่งในคำถามที่แฟนบอลพูดถึงมากที่สุดหลังจบเกมคือ เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ไม่ได้สัมผัสบอล แล้วเหตุใดหลายฝ่ายจึงมองว่าจังหวะประตูของแมนซิตี้ควรถูกยกเลิก? หากมองเพียงแบบง่าย ๆ หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้เล่นที่ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าจะถูกลงโทษก็ต่อเมื่อสัมผัสบอลเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กฎล้ำหน้ามีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะผู้เล่นสามารถถูกตัดสินว่ามีส่วนร่วมกับการเล่นได้แม้ไม่ได้แตะบอล หากการเคลื่อนไหวของเขาไปรบกวนหรือส่งผลต่อความสามารถของคู่แข่งในการเล่นบอล
เมื่อย้อนกลับไปดูจังหวะประตูของฮาแลนด์ จะเห็นว่าเอ็นโซอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าขณะที่บอลถูกเปิดเข้ามา จากนั้นเขาพยายามพุ่งตัวเข้าหาบอลอย่างชัดเจน แม้สุดท้ายจะไม่สามารถสัมผัสบอลได้ แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกับที่ ลิซานโดร มาร์ติเนซ กองหลังแมนยูต้องพยายามรับมือ จึงเกิดคำถามทันทีว่ามาร์ติเนซต้องเปลี่ยนการเคลื่อนไหวหรือการตัดสินใจของตัวเองเพราะมีเอ็นโซเข้ามาเล่นบอลหรือไม่ หากคำตอบคือใช่ นั่นหมายความว่าตำแหน่งล้ำหน้าของเอ็นโซอาจมีผลต่อคู่แข่ง และควรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินจังหวะนี้
นี่คือสิ่งที่ทำให้คำอธิบายในช่วงแรกสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลแมนยูไม่น้อย เพราะมีการอธิบายว่าเอ็นโซไม่ได้สัมผัสบอล จึงไม่ได้ถูกมองว่ามีส่วนกับการเล่น แต่ประเด็นสำคัญจริง ๆ ไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่าเขาโดนบอลหรือไม่ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการเคลื่อนไหวของเขาส่งผลต่อกองหลังที่กำลังพยายามเข้าถึงบอลหรือเปล่า อดีตผู้ตัดสินและนักวิเคราะห์หลายคนจึงมองในทิศทางเดียวกันว่า VAR ควรพิจารณาการรบกวนคู่แข่ง ไม่ใช่ตรวจเพียงว่ามีการสัมผัสบอลเกิดขึ้นหรือไม่
ประเด็นนี้ยังทำให้ดราม่ารุนแรงขึ้น เพราะตัวฮาแลนด์เองถูกตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า หมายความว่าระบบตรวจตำแหน่งสามารถทำงานในส่วนของฮาแลนด์ได้ แต่ VAR กลับพลาดรายละเอียดของผู้เล่นอีกคนในจังหวะเดียวกัน จากมุมของแฟนแมนยูจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมถึงรู้สึกเสียหาย เพราะหากกรรมการมองว่าเอ็นโซมีอิทธิพลต่อการเล่นตั้งแต่ต้น ประตูเดียวของการแข่งขันอาจไม่เกิดขึ้น และสถานการณ์ของเกมก็อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หลังการแข่งขัน Pro Ref ยอมรับว่า VAR ไม่ได้พิจารณาอิทธิพลของเอ็นโซต่อจังหวะอย่างถูกต้อง และระบุว่ากรณีนี้เป็นการตัดสินล้ำหน้าในลักษณะที่ต้องใช้ดุลยพินิจ ซึ่งควรให้ผู้ตัดสินในสนามไปดูจอเพื่อประเมินด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้ VAR สรุปจากห้องควบคุมเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ Matt Donohue ซึ่งทำหน้าที่ VAR และ Blake Antrobus ผู้ช่วย VAR ยังถูกพักจากการทำหน้าที่ในพรีเมียร์ลีกช่วงถัดไปหลังมีการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว
สุดท้ายแล้วดราม่าจังหวะนี้จึงไม่ใช่เรื่องของคำถามง่าย ๆ ว่า “โดนบอลหรือไม่โดนบอล” แต่เป็นเรื่องของการตีความว่าผู้เล่นที่ยืนล้ำหน้ามีผลต่อคู่แข่งมากแค่ไหน สำหรับเกมระดับแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ที่สกอร์ห่างกันเพียงประตูเดียว ความผิดพลาดเพียงรายละเอียดเล็ก ๆ จึงสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ทันที และยิ่งองค์กรผู้ตัดสินออกมายอมรับเองว่ากระบวนการตัดสินมีข้อผิดพลาด ก็ยิ่งทำให้เสียงวิจารณ์เกี่ยวกับมาตรฐานของ VAR กลับมาดังอีกครั้ง
VAR พลาดตรงไหน ทำไมจังหวะสำคัญถึงไม่เรียกผู้ตัดสินไปดูจอข้างสนาม
สิ่งที่ทำให้ดราม่าประตูชัยของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ รุนแรงขึ้น ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์สุดท้ายที่ VAR ยืนยันให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ประตูเท่านั้น แต่เป็นขั้นตอนการตรวจสอบที่หลายคนมองว่าน่าจะทำได้ละเอียดกว่านี้ เพราะเมื่อย้อนดูเหตุการณ์ทั้งหมดจะเห็นว่ามีรายละเอียดหลายจุดที่ต้องใช้การตีความ ไม่ใช่จังหวะล้ำหน้าที่สามารถวัดเส้นแล้วตัดสินได้ทันที โดยเฉพาะตำแหน่งของ เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ซึ่งยืนล้ำหน้าและพยายามพุ่งเข้าหาบอลก่อนที่บอลจะผ่านไปถึงฮาแลนด์
ในตอนแรกผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้าโดยมองว่าฮาแลนด์อยู่ในตำแหน่งผิดกติกา แต่เมื่อตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ VAR พบว่า แพทริค ดอร์กู ยืนต่ำกว่าและทำให้ฮาแลนด์ไม่ล้ำหน้า หากตรวจแค่จุดนี้ การเปลี่ยนคำตัดสินมาเป็นประตูก็อาจดูสมเหตุสมผล แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อภาพย้อนหลังแสดงให้เห็นว่าเอ็นโซอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าชัดเจน และยังพยายามพุ่งโหม่งบอลที่กำลังผ่านหน้าประตูด้วย จึงต้องพิจารณาต่อว่าการกระทำของเขามีผลต่อผู้เล่นแมนยูหรือไม่
จากคำอธิบายที่ออกมาในช่วงการแข่งขัน ทีม VAR ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับคำถามว่าเอ็นโซ “สัมผัสบอลหรือไม่” และเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้โดนบอลจึงปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป แต่จุดนี้เองที่กลายเป็นข้อผิดพลาดสำคัญ เพราะกฎล้ำหน้าไม่ได้กำหนดว่าผู้เล่นต้องสัมผัสบอลเท่านั้นถึงจะมีความผิด หากผู้เล่นในตำแหน่งล้ำหน้าพยายามเล่นบอลและการเคลื่อนไหวของเขาส่งผลต่อความสามารถของคู่แข่งในการเล่นบอล ก็สามารถถูกพิจารณาว่ามีส่วนร่วมกับจังหวะได้เช่นกัน
หากมองจากฝั่งของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ จะเห็นว่ากองหลังแมนยูต้องเคลื่อนตัวเข้าหาเอ็นโซเพราะคิดว่าเขากำลังจะโหม่งบอล การเคลื่อนที่ดังกล่าวเปิดพื้นที่ด้านหลังให้ฮาแลนด์สามารถเข้ามาจบสกอร์ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่าผู้รักษาประตูแมนยูก็มีปฏิกิริยาต่อการพยายามโหม่งของเอ็นโซเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบอกว่าเอ็นโซไม่ได้สัมผัสบอลแล้วถือว่าไม่มีผลกับเหตุการณ์ทั้งหมด
จุดที่ถูกวิจารณ์หนักที่สุดคือเหตุใด VAR จึงไม่เรียก ไมเคิล โอลิเวอร์ ผู้ตัดสินในสนามไปดูภาพจากจอข้างสนาม เพราะการตัดสินว่าผู้เล่นล้ำหน้ารบกวนคู่แข่งหรือไม่ถือเป็นการใช้ดุลยพินิจ ไม่เหมือนการลากเส้นดูว่าผู้เล่นยืนล้ำหน้ากี่เซนติเมตร องค์กรผู้ตัดสิน Pro Ref ยอมรับภายหลังว่าจังหวะนี้ควรเข้าสู่กระบวนการ On-Field Review เพื่อให้ผู้ตัดสินหลักเป็นคนประเมินด้วยตัวเองว่าเอ็นโซมีผลต่อมาร์ติเนซและจังหวะการเล่นมากเพียงใด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแฟนบอลจำนวนมากไม่ได้ตำหนิเทคโนโลยี VAR โดยตรง แต่ตั้งคำถามกับคนที่ใช้เทคโนโลยีมากกว่า เพราะภาพย้อนหลังมีให้เห็นค่อนข้างชัด ระบบสามารถบอกได้ว่าฮาแลนด์ไม่ล้ำหน้า และสามารถตรวจพบได้ว่าเอ็นโซอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า แต่สิ่งที่เทคโนโลยีตัดสินแทนมนุษย์ไม่ได้คือการประเมินว่า การเคลื่อนไหวของผู้เล่นคนหนึ่งส่งผลต่อคู่แข่งมากแค่ไหน เมื่อขั้นตอนที่ควรให้ผู้ตัดสินเข้ามาตัดสินด้วยสายตาตัวเองถูกข้ามไป ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้น และยิ่งเป็นจังหวะที่ตัดสินผลการแข่งขัน 1-0 ของเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ทันที
Pro Ref ยอมรับความผิดพลาด ทีม VAR ถูกพักหน้าที่ แต่คะแนนของแมนยูกลับคืนมาไม่ได้
หลังเสียงวิจารณ์เกิดขึ้นอย่างหนักหลังจบเกม สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างจาก ดราม่า VAR หลายครั้งคือองค์กรผู้ตัดสินออกมายอมรับอย่างชัดเจนว่าเกิดความผิดพลาดจริง Pro Ref ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลผู้ตัดสินฟุตบอลอาชีพในอังกฤษระบุว่า การยืนยันประตูของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ เป็น “ความผิดพลาดในการใช้ดุลยพินิจ” เนื่องจากทีม VAR ไม่ได้ประเมินผลกระทบจากตำแหน่งของ เอ็นโซ เฟร์นันเดซ อย่างครบถ้วน และจังหวะดังกล่าวควรถูกส่งให้ผู้ตัดสินในสนามตรวจสอบภาพย้อนหลังด้วยตัวเอง
การยอมรับผิดครั้งนี้ทำให้ความรู้สึกของแฟนบอลแมนยูค่อนข้างซับซ้อน เพราะในมุมหนึ่งอย่างน้อยก็มีการยืนยันว่าความไม่พอใจหลังเกมไม่ได้เกิดจากอารมณ์ของแฟนบอลเพียงอย่างเดียว แต่ในอีกมุมหนึ่ง คำยอมรับหลังการแข่งขันไม่ได้สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ แมนซิตี้ยังคงเป็นฝ่ายชนะ 1-0 และสามคะแนนยังคงอยู่กับทีมเยือน แม้ว่าประตูเดียวของเกมจะมาจากจังหวะที่องค์กรผู้ตัดสินยอมรับภายหลังว่าไม่ควรถูกอนุญาตให้ผ่านขั้นตอน VAR แบบที่เกิดขึ้นก็ตาม
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่คำชี้แจง เพราะ Matt Donohue ซึ่งทำหน้าที่ VAR ในเกมดังกล่าวไม่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ในเกมพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์ถัดไป ขณะที่ Blake Antrobus ผู้ช่วย VAR ก็ถูกถอดออกจากการทำหน้าที่เช่นเดียวกัน การตัดสินใจดังกล่าวมาจากฝ่ายบริหารผู้ตัดสินภายใต้ Howard Webb หลังมีการทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าฝ่ายผู้ตัดสินมองเรื่องนี้เป็นความผิดพลาดที่มีน้ำหนักมากพอสมควร ไม่ใช่เพียงความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับกฎฟุตบอลเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่แฟนฟุตบอลยังตั้งคำถามคือ การพักผู้ตัดสินหรือออกมายอมรับความผิดพลาดหลังเกมเพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะในโลกฟุตบอล ความผิดพลาดหนึ่งครั้งสามารถส่งผลต่ออันดับ ตารางคะแนน หรือแม้กระทั่งเป้าหมายของทั้งฤดูกาลได้ สำหรับแมนยู ความเสียหายของเกมนี้ชัดเจนมาก เนื่องจากพวกเขาได้เล่นในบ้านและมีผู้เล่นมากกว่า หลัง ฟิล โฟเดน ถูกใบแดงตั้งแต่นาทีที่ 23 แต่สุดท้ายกลับเป็นแมนซิตี้ที่ได้ประตูชัยในช่วงครึ่งหลัง และสามารถรักษาสกอร์เอาไว้จนจบการแข่งขัน
ไมเคิล คาร์ริค และนักเตะแมนยูจึงแสดงความไม่พอใจหลังเกม โดยเฉพาะ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ที่มองว่าตำแหน่งของเอ็นโซมีผลต่อการตัดสินใจของเขาโดยตรง เพราะเขาต้องขยับเข้าไปป้องกันผู้เล่นที่พยายามเล่นบอล ทำให้ฮาแลนด์มีพื้นที่อยู่ด้านหลัง มุมนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันทำให้เห็นว่าดราม่าไม่ได้เกิดจากภาพช้าหรือการตีความของแฟนบอลจากหน้าจอเท่านั้น แต่ผู้เล่นที่อยู่ในเหตุการณ์จริงก็รู้สึกว่าการยืนล้ำหน้าของเอ็นโซส่งผลต่อการเล่นของพวกเขาเช่นกัน
ท้ายที่สุด สิ่งที่เกมนี้ทิ้งไว้ไม่ใช่เพียงคำถามว่าแมนยูควรได้อย่างน้อยหนึ่งแต้มจากการแข่งขันหรือไม่ แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของระบบ VAR ในระยะยาว เพราะจุดประสงค์ของเทคโนโลยีนี้คือการช่วยลดความผิดพลาดในจังหวะสำคัญ แต่เหตุการณ์นี้กลับแสดงให้เห็นว่า ต่อให้มีภาพหลายมุม เทคโนโลยีล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ และเจ้าหน้าที่หลายคนอยู่ในห้อง VAR หากขั้นตอนการตีความผิดตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังสามารถผิดพลาดได้อยู่ดี และเมื่อคำขอโทษหรือการพักงานเกิดขึ้นหลังการแข่งขันไปแล้ว สิ่งเดียวที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้ก็คือผลการแข่งขันในสนาม ซึ่งสำหรับแฟนแมนยู นั่นคือส่วนที่ทำให้ดราม่าครั้งนี้ยังคงค้างคาใจมากที่สุด
ดราม่า VAR ครั้งนี้สะท้อนอะไร และทำไมแฟนบอลยังไม่เชื่อมั่นในระบบการตัดสิน
เกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1 อาจจบลงไปแล้วในสนาม แต่ประเด็นเกี่ยวกับ VAR ยังกลายเป็นเรื่องที่แฟนบอลพูดถึงต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินที่มีคนเห็นต่างกันเท่านั้น เมื่อองค์กรผู้ตัดสินออกมายอมรับภายหลังว่ากระบวนการตรวจสอบประตูชัยของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ มีข้อผิดพลาด ก็ยิ่งทำให้คำถามเรื่องมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของ VAR ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง
สำหรับผม จุดที่น่าสนใจที่สุดของเหตุการณ์นี้คือ เทคโนโลยีเองไม่ได้เป็นตัวปัญหาทั้งหมด ระบบสามารถตรวจสอบได้ว่าฮาแลนด์อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าหรือไม่ และภาพย้อนหลังหลายมุมก็มีข้อมูลมากเพียงพอให้เจ้าหน้าที่ใช้ประกอบการตัดสิน แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดพลาดกลับเป็นการตีความของคนที่ทำหน้าที่อยู่ในห้อง VAR โดยเฉพาะการไม่ได้ประเมินอย่างครบถ้วนว่า เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าและพยายามเล่นบอลนั้น ส่งผลต่อการเล่นของแนวรับแมนยูหรือไม่
นี่คือจุดที่แฟนบอลจำนวนมากรู้สึกไม่เข้าใจ เพราะหาก VAR มีหน้าที่เข้ามาช่วยแก้ไข “ความผิดพลาดที่ชัดเจน” ในจังหวะสำคัญ การมีภาพช้าและภาพจากหลายมุมก็ควรทำให้การตัดสินแม่นยำขึ้น แต่เหตุการณ์นี้กลับเป็นตัวอย่างว่า ต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยมากแค่ไหน หากกระบวนการตรวจสอบไม่ครบถ้วน หรือเจ้าหน้าที่เลือกพิจารณาเพียงบางส่วนของเหตุการณ์ ก็ยังสามารถนำไปสู่คำตัดสินที่ผิดได้เหมือนเดิม
อีกเรื่องที่ทำให้ดราม่าครั้งนี้หนักขึ้นคือผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อการแข่งขัน เพราะประตูของฮาแลนด์เป็นประตูเดียวของเกม แมนยูจึงไม่ได้เสียเพียงประตูธรรมดา แต่เสียผลการแข่งขันและคะแนนในพรีเมียร์ลีกไปพร้อมกัน ถึงแม้หลังเกมจะมีการยอมรับว่าการตัดสินผิด และทีมงาน VAR บางรายถูกพักจากการทำหน้าที่ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถย้อนกลับมาเปลี่ยนสกอร์หรือคืนคะแนนให้เจ้าบ้านได้
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าแมนยูมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อผลการแข่งขัน เพราะทีมได้เปรียบตัวผู้เล่นตั้งแต่ ฟิล โฟเดน ถูกใบแดงในช่วงครึ่งแรก แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนความได้เปรียบดังกล่าวให้เป็นประตูได้ การโยนความพ่ายแพ้ทั้งหมดให้ VAR เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ยุติธรรมนัก แมนยูมีเวลามากพอที่จะสร้างโอกาสและกลับเข้าสู่เกม แต่ประสิทธิภาพในพื้นที่สุดท้ายยังไม่ดีพอ
สุดท้ายแล้ว ดราม่าแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ครั้งนี้จึงมีบทเรียนสำหรับทั้งสองฝ่าย แมนยูต้องกลับไปแก้ไขเรื่องประสิทธิภาพในการเล่น ส่วนฝ่ายผู้ตัดสินต้องหาวิธีทำให้กระบวนการ VAR มีมาตรฐานและโปร่งใสมากขึ้น เพราะสิ่งที่แฟนบอลต้องการไม่ใช่ระบบที่ไม่มีวันผิดพลาด แต่เป็นระบบที่เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ทุกขั้นตอนควรถูกตรวจสอบอย่างครบถ้วนและใช้มาตรฐานเดียวกันทุกเกม หากยังเกิดความผิดพลาดในจังหวะที่มีผลโดยตรงต่อผลการแข่งขันอยู่บ่อยครั้ง คำถามเกี่ยวกับความจำเป็นและความน่าเชื่อถือของ VAR ก็คงไม่หายไปจากฟุตบอลพรีเมียร์ลีกง่าย ๆ










